ตลาดวัตถุดิบปุ๋ยโลกในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 ยังคงเคลื่อนไหวแตกต่างกันตามชนิดของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มไนโตรเจน โดยเฉพาะ ยูเรีย (Urea) และแอมโมเนียมซัลเฟต (Amsul) เป็นตลาดที่แข็งแรงที่สุด จากข้อจำกัดด้านอุปทาน ค่าขนส่งที่สูงขึ้น และปริมาณสินค้าส่งออกที่มีจำกัด
ขณะที่ DAP ยังคงทรงตัวในระดับสูง จากความต้องการซื้อของอินเดียและข้อจำกัดในการส่งออกจากจีน ส่วน โพแทช (MOP) มีทิศทางอ่อนกว่าวัตถุดิบหลักอื่น เนื่องจากความต้องการตามฤดูกาลเริ่มชะลอตัว และบางตลาดยังมีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับสูง
ในช่วง 60 วันข้างหน้า ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์และความพร้อมของอุปทาน โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางและจีน ซึ่งอาจทำให้ตลาดยังมีความผันผวน โดยกลุ่มไนโตรเจนมีความเสี่ยงด้านราคาขาขึ้นสูงที่สุด
ยูเรีย (Urea)
ยูเรียยังคงเป็น ตลาดที่แข็งแรงที่สุดในกลุ่มวัตถุดิบปุ๋ยหลัก โดยราคาได้รับแรงสนับสนุนจากปัญหาด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และแรงซื้อจากหลายภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ต้นทุนทดแทนสินค้า (Replacement Cost) ปรับสูงขึ้น โดยการซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 455–460 USD/ตัน CFR Thailand ขณะที่ราคาเสนอขายอยู่ที่ประมาณ 465–470 USD/ตัน CFR สถานการณ์การขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงมีความไม่แน่นอน ทำให้ปริมาณสินค้าส่งออกจากตะวันออกกลางมีข้อจำกัด และเพิ่มความเสี่ยงด้านค่าระวางและโลจิสติกส์
ด้านจีน แม้จะยังเป็นแหล่งอุปทานสำคัญของเอเชีย แต่ปริมาณสินค้าสำหรับส่งออกยังมีจำกัดและเน้นเฉพาะบางเกรด หากจีนยังไม่เพิ่มปริมาณส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดเอเชียมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่จำกัดต่อไป
แนวโน้ม 60 วัน: Firm to Bullish แต่มีความผันผวนสูง ปัจจัยขาขึ้น ได้แก่ ปัญหาการขนส่งจากตะวันออกกลาง ค่าระวางที่สูง และแรงซื้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยที่อาจช่วยผ่อนคลายตลาด ได้แก่ การเพิ่มโควตาส่งออกจากจีน หรือการฟื้นตัวของการส่งออกจากตะวันออกกลาง
แอมโมเนียมซัลเฟต (Ammonium Sulphate: Amsul)
ตลาด Amsul ยังคงแข็งแรง โดยมีปัจจัยสำคัญจาก ข้อจำกัดการส่งออกของจีนและปริมาณสินค้าที่ตึงตัวมากขึ้น ราคาปัจจุบันของ Standard Amsul อยู่ที่ประมาณ 195–200 USD/ตัน FOB China ขณะที่ Compacted Amsul อยู่สูงกว่า 220 USD/ตัน FOB
มาตรการควบคุมการส่งออกและกระบวนการ CIQ ของจีนยังคงจำกัดปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ทำให้จีนยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อสมดุลอุปทาน Amsul ในเอเชีย
ด้านตลาดปลายทาง บราซิลยังเป็นตลาดสำคัญ แม้ว่าปริมาณการส่งสินค้าจากจีนไปบราซิลจะลดลงอย่างมาก ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ แข็งแรงกว่าอย่างชัดเจน โดยราคา NOLA Granular Amsul อยู่ที่ประมาณ 340–345 USD/short ton
แนวโน้ม 60 วัน: Firm แต่ความต้องการอาจชะลอตัวตามฤดูกาล ข้อจำกัดการส่งออกจากจีนยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงราคา อย่างไรก็ตาม ความต้องการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจลดลงหลังผ่านช่วงการใช้ปุ๋ยหลัก
ฟอสเฟต (DAP / MAP)
DAP ยังอยู่ในระดับสูง อินเดียหนุนตลาด ขณะที่อุปทานจากจีนยังจำกัด ตลาด DAP ยังคง Firm และมีราคาอยู่ในระดับสูง แม้ว่ากิจกรรมการซื้อขายจะมีความระมัดระวังมากกว่าตลาดยูเรีย
ปัจจัยหลักยังมาจากอุปทานส่งออกที่จำกัด โดยเฉพาะจากจีน ขณะที่อินเดียยังคงซื้อ DAP ในปริมาณมากและเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาดโลก
การซื้อขายล่าสุดของ Ma’aden ไปอินเดียอยู่ที่ประมาณ 915 USD/ตัน CFR ขณะที่ราคาสำหรับปากีสถานอยู่ที่ประมาณ 817–830 USD/ตัน CFR สำหรับจีน การส่งออก DAP/MAP ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ผู้ซื้อในภูมิภาคต้องมองหาแหล่งสินค้าอื่น สำหรับประเทศไทย มีการมองหาสินค้าล็อตขนาดเล็กมากขึ้น เนื่องจากอุปทานจากจีนมีจำกัด ขณะเดียวกันฤดูกาลใช้ปุ๋ยสูงสุดในประเทศกำลังสิ้นสุดลง
แนวโน้ม 60 วัน: Firm to Stable ข้อจำกัดด้านการส่งออกของจีนยังช่วยพยุงราคา แต่ความต้องการอาจลดลงหลังผ่านฤดูกาลหลัก ดังนั้น โอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นแรงอาจมีจำกัด ขณะเดียวกันการลดลงอย่างมีนัยสำคัญก็ยังเกิดขึ้นได้ยาก เว้นแต่จีนจะกลับมาส่งออก DAP/MAP ในปริมาณมาก
โพแทช (MOP)
ตลาดอ่อนกว่าวัตถุดิบหลักอื่น อุปทานค่อนข้างเพียงพอ MOP ยังคงเป็นตลาดที่อ่อนที่สุดเมื่อเทียบกับ Urea, Amsul และ DAP โดยหลายภูมิภาคมีอุปทานค่อนข้างเพียงพอ ขณะที่ความต้องการตามฤดูกาลเริ่มชะลอตัว
ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ
จีนยังมีสินค้าคงคลังค่อนข้างสูงประมาณ 3.7 ล้านตัน ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาขาขึ้นในระยะสั้น ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีอุปทานเพิ่มเติมจากลาวเข้าสู่ตลาดภูมิภาค ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความพร้อมของสินค้า
แนวโน้ม 60 วัน: Stable to Soft
ความต้องการตามฤดูกาลที่ลดลง ระดับสินค้าคงคลังที่เพียงพอ และอุปทานเพิ่มเติมจากลาวมีแนวโน้มจำกัดการปรับขึ้นของราคา ทำให้ MOP มีสภาวะต้นทุนที่ผ่อนคลายกว่ากลุ่มไนโตรเจนในช่วง 60 วันข้างหน้า
ผลกระทบและมุมมองต่อประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านต้นทุนยังอยู่ที่กลุ่มไนโตรเจนเป็นหลัก โดยเฉพาะยูเรีย เนื่องจากต้นทุนทดแทนสินค้านำเข้าปรับสูงขึ้น และความไม่แน่นอนด้านอุปทานจากตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย เพราะหากตลาดโลกยังปรับสูงขึ้น การชะลอการจัดซื้อเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนและความพร้อมของสินค้า อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนำเข้ายังต้องพิจารณาร่วมกับปริมาณสินค้าคงคลัง ความต้องการใช้จริง และสถานการณ์ตลาดในประเทศ ไม่ควรพิจารณาจากราคาตลาดโลกเพียงปัจจัยเดียว
สำหรับ DAP แม้ราคายังอยู่ในระดับสูง แต่แนวโน้ม 60 วันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ MOP มีสภาวะต้นทุนที่ผ่อนคลายกว่า ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันบางส่วนต่อปุ๋ยสูตรผสมที่ใช้โพแทชในสัดส่วนสูง
นอกจากนี้ ทิศทางราคาปุ๋ยในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับ อัตราแลกเปลี่ยน ค่าระวางเรือ ต้นทุนโลจิสติกส์ ระยะเวลาการนำเข้า และต้นทุนสินค้าคงคลัง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบในตลาดโลกจึงไม่จำเป็นต้องสะท้อนมายังราคาปุ๋ยในประเทศในทันที
บทสรุป
ตลาดวัตถุดิบปุ๋ยโลก ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ยังคงมีลักษณะ “เคลื่อนไหวต่างทิศ” โดยแต่ละวัตถุดิบมีปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานแตกต่างกัน
Urea — Firm to Bullish ↑ มีความเสี่ยงด้านราคาขาขึ้นสูงที่สุด จากข้อจำกัดของอุปทานตะวันออกกลาง ค่าขนส่ง และความต้องการซื้อ
จัดทำโดย ฝ่ายวิชาการ
สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย