ภาพรวมตลาดปุ๋ยโลก
ตลาดปุ๋ยโลกในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงอยู่ในภาวะผันผวนสูง จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของอุปทานในประเทศผู้ผลิตรายสำคัญ ต้นทุนวัตถุดิบ และความต้องการซื้อจากประเทศผู้นำเข้าหลัก โดยเฉพาะอินเดีย บราซิล และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ว่าความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏผลกระทบเชิงกายภาพต่อปริมาณการส่งออกปุ๋ยและวัตถุดิบปุ๋ยในระดับรุนแรงตามที่ตลาดเคยกังวล ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้ซื้อเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของปุ๋ยแต่ละกลุ่มเริ่มแตกต่างกันชัดเจน โดยกลุ่มไนโตรเจนเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มฟอสเฟตและโพแทชยังได้รับแรงสนับสนุนจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง
UREA : อุปทานเพิ่มขึ้นกดดันตลาด
ตลาดยูเรียโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก
ในช่วงก่อนหน้า ความกังวลเกี่ยวกับการขนส่งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ซื้อจำนวนมากเร่งจัดซื้อเพื่อสำรองสินค้า ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่เกิดการหยุดชะงักของการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ
จีนเริ่มเพิ่มการส่งออกและปริมาณสินค้าคงคลังในหลายภูมิภาคยังอยู่ในระดับเพียงพอ ตลาดจึงเริ่มเข้าสู่ภาวะปรับฐานราคา
ปัจจุบันราคายูเรียในตลาดสำคัญอยู่ที่
- Middle East : 410–450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน FOB
- Southeast Asia : 440–500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน FOB
- India Tender : 445–449 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
แม้ว่าความต้องการใช้ปุ๋ยในหลายประเทศยังอยู่ในระดับดี แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังคงใช้กลยุทธ์ซื้อเท่าที่จำเป็น (Hand-to-Mouth Purchasing) เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางตลาด ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคายังคงมีอยู่ในระยะสั้น
AMMONIUM SULPHATE (AMSUL) : อ่อนตัวตามตลาดไนโตรเจน แต่มีปัจจัยสนับสนุนจากอุปทานที่เริ่มจำกัด
ตลาดแอมโมเนียมซัลเฟต (AMSUL) ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับยูเรีย เนื่องจากเป็นแหล่งธาตุไนโตรเจนที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ในบางพื้นที่และบางพืช
การอ่อนตัวของราคายูเรียส่งผลให้ผู้ซื้อชะลอการจัดซื้อ AMSUL ตามไปด้วย ขณะที่การแข่งขันด้านราคาจากผู้ส่งออกจีนยังคงมีอยู่
ปัจจุบันราคา Standard Grade AMSUL จากจีนอยู่ที่ประมาณ 200–220 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน FOB
อย่างไรก็ตาม ตลาด AMSUL ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ อัตราการเดินเครื่องของโรงงาน Caprolactam ในจีนที่ลดลงเหลือประมาณ 67% เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนกำมะถัน (Sulphur)
หากกำลังการผลิตลดลงต่อเนื่อง อาจส่งผลให้อุปทาน AMSUL ในตลาดโลกลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี และช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับลดลงมากเหมือนตลาดยูเรีย
DAP / MAP : ฟอสเฟตยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากอุปทานที่ตึงตัว
ตลาดฟอสเฟตยังคงเป็นกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าตลาดไนโตรเจน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนตลาด ได้แก่
- การจำกัดการส่งออกของจีน
- ต้นทุนกำมะถันที่ยังอยู่ในระดับสูง
- อัตราการเดินเครื่องของโรงงานผลิต DAP และ MAP ในจีนที่ยังต่ำกว่า 40%
- ความต้องการซื้อจากอินเดีย บังกลาเทศ และประเทศในแอฟริกา
ระดับราคาปัจจุบันอยู่ที่
- DAP จีน : 880–915 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน FOB
- DAP อินเดีย : 930–935 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
- Southeast Asia : 900–930 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
- MAP บราซิล : ประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
แม้ว่าผู้ซื้อหลายประเทศเริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น และชะลอการจัดซื้อบางส่วน แต่ข้อจำกัดด้านอุปทานยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยรักษาระดับราคาในตลาดฟอสเฟต
MOP และ SOP : กลุ่มที่มีเสถียรภาพและแข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน
ตลาดโพแทชยังคงเป็นกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาวัตถุดิบปุ๋ยหลักของโลก ความต้องการซื้อจากอินเดีย อินโดนีเซีย จีน และประเทศในเอเชีย ยังคงอยู่ในระดับดี ขณะที่อุปทานโลกไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนในกลุ่มไนโตรเจน
ระดับราคาปัจจุบันอยู่ที่
- MOP Southeast Asia : 395–423 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
- Indonesia : 423 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
- Brazil : 400–407 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน CFR
สำหรับ SOP หรือ Sulphate of Potash ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากต้นทุนกำมะถันที่สูง และข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของผู้ผลิตหลายราย ส่งผลให้ระดับราคายังคงแข็งแกร่งกว่าผลิตภัณฑ์ปุ๋ยส่วนใหญ่ในตลาด
ผลกระทบต่อประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย การอ่อนตัวของตลาดยูเรียและ AMSUL ถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาคการเกษตร เนื่องจากปุ๋ยไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหลักของปุ๋ยสูตรผสมที่ใช้ในพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของปุ๋ยสูตรผสมยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาของ DAP และ MOP ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การปรับลดราคาปุ๋ยสำเร็จรูปในประเทศอาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผู้ประกอบการและเกษตรกรจึงยังควรติดตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายการส่งออกของจีน ทิศทางต้นทุนกำมะถัน และความต้องการซื้อจากประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาปุ๋ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
บทสรุป
ตลาดปุ๋ยโลกยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากภาวะที่ได้รับอิทธิพลจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่การประเมินปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทานมากขึ้น แม้ว่าความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและประเด็นการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ในระยะสั้น กลุ่มไนโตรเจน ได้แก่ Urea และ AMSUL มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ DAP/MAP และ MOP/SOP ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากข้อจำกัดด้านอุปทานและต้นทุนการผลิตที่สูง
ดังนั้น ทิศทางตลาดในช่วง 30–60 วันข้างหน้า จะขึ้นอยู่กับการส่งออกของจีน ระดับอุปสงค์ตามฤดูกาลของประเทศผู้นำเข้า และพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยโลกในระยะต่อไป
เรียบเรียงโดยฝ่ายวิชาการ
สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย